สันติ แอนติก

รับเช่าพระ

โทร : 061-789-4239

santi anti

รับเช่าพระ

สันติ แอนติก

รับเช่าพระ
โทร : 061-789-4239

สันติ แอนติก รับเช่าพระ ให้ราคาดีที่สุด

(หลักร้อยถึงหลักล้าน)

ยินดีให้คำปรึกษาฟรี

เรา รับเช่าพระ ให้ราคาสูง ราคาดีที่สุดในตอนนี้
ยินดีให้คำปรึกษา ข้อมูล ความรู้เรื่องพระ
พระแท้ พระเนื้อดี พระสวยๆ ต้องที่ สันติแอนติก

รับเช่าพระ

สันติแอนติก-รับเช่าพระ ยินดีต้อนรับครับ ทางเราเป็นมือโปร ยินดีรับซื้อพระเครื่องรวมทั้งของโบราณทุกประเภทที่มีราคา รับเช่าพระ บริการรับซื้อถึงยังหน้าบ้านท่าน ให้ราคายุติธรรมครับ
เรามีตัวตนจริง มีหน้าร้านอยู่ที่ห้างพันทิพย์ งามวงศ์วาน และ ตลาดพระบางกะปินะครับ

เพื่อนที่มีพระแท้ที่มีราคาหรือหากไม่ทราบราคาเรายินดีไปตีราคาพระให้ถึงที่ มีโอกาสรับเงินหลักแสนถึงหลักล้านได้เลยนะครับ อย่ามองข้ามครับ สันติแอนติก รับเช่าพระให้ราคาที่สูง แค่เพียงเพื่อนส่งรูปพระมาให้เราดูผ่านทางไลน์หรือจะโทรมาโดยตรงได้ที่เบอร์ 061-789-4239ได้เลยนะครับ ถ้าหากดูแล้วชอบเราจะไปจ่ายเงินสดถึงที่เลยครับผม ยินดีบริการอย่างตรงไปตรงมา เป็นกลาง เป็นกันเองครับ รับเหมาพระยกบ้าน รับเช่าพระ รับซื้อของเก่าหายาก

รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ

santi anti

โทร : 061-789-4239

รับเช่าพระ ให้ราคาดีที่สุด

รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
รับเช่าพระ
พูดคุยแลกเปลี่ยน

ยินดีให้คำปรึกษา (ฟรี)

รับเช่าพระ

โทร : 061-789-4239

สันติแอนติก รับเช่าพระ รับเช่าพระเครื่องให้ราคาสุงที่สุดในตอนนี้ พูดคุยปรึกษาให้คำแนะนำฟรี

รับเหมาพระยกบ้านในราคาที่คุณพึงพอใจ สนใจที่ต้องได้ตลอด 24 ชั่วโมง @Line คลิก

ทำไมต้องต้องสันติแอนติก ?

  1. ให้ราคาสุงที่สุดในตอนี้

  2. ด้วยประการณ์ในวงการพระมากว่า 20 ปี

  3. เราบริการด้วยใจจริง ซื่อตรง ไม่หลอกลวง

  4. พูดคุย แนะนำ ให้คำปรึกษา ฟรี!

พระแท้ พระเนื้อดี พระสวย ต้องที่ สันติกแอนติก เท่านั้น

การันตีคุณภาพที่คุณพอใจกับบริการของเรา

facebook
สันติ แอนติก ให้บริการ รับเช่าพระ ราคาสูง ราคาดี ราคาที่คุณพึงใจ
line
สันติ แอนติก ให้บริการ รับเช่าพระ ราคาสูง ราคาดี ราคาที่คุณพึงใจ

สันติ แอนติก

ประวัติพระ

รับเช่าพระ พระบูชา เครื่องราง

ในราคาที่คุณพอใจ

santi-anti

สันติ แอนติก รับเช่าพระ ในราคาที่คุณพึงพอใจ

วันนี้ สันติ แอนติก รับเช่าพระ มีประวัติพระที่น่าสนใจมาให้อ่านกันนะครับ

รับเช่าพระ

รับเช่าพระเครื่อง พระบูชา เครื่องราง ของขลัง

โทร : 061-789-6539
รับเช่าพระ

หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง

เผยแผ่เป็นพุทธบูชาแด่ หลวงพ่อไปล่ วัดกำแพง หลวงพ่อไปล่ มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านหมู่ที่ ๖ ตำบลบางบอนใต้อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรีท่านเกิดวันอังคาร เดือน ๖ ปีวอก พ.ศ. ๒๔๐๓ เป็นบุตรนายเหลือ นางทอง นามสกุล ทองเหลือ ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเป็น คหบดี อาชีพเกษตรกร เมื่ออายุ ๘ ขวบ ได้ไปศึกษาหนังสือไทยและขอมกับพระอาจารย์ทัตวัดสิงห์พออ่านออกเขียนได้ ก็ลาจากวัดมาช่วยผู้ปกครองประกอบอาชีพ ท่านเป็นคนมีร่างกายแข็งแรง ใจคอกล้าหาญ ทรหดอดทน กว้างขวางมีพรรคพวกเพื่อนฝูงมาก ยุคนั้นบ้านบาบอนใต้เป็นแดนนักเลงหัวไม้ มีทั้งชนไก่ กัดปลา ข้องอ้อย ฯลฯ เวลาวัดมีงานมักจะนัดตีกันเป็นประจำ สำหรับนายไปล่ พรรคพวกยกย่องให้เป็นลูกพี่ เหตุนี้ทำให้บิดามารดาวิตก เกรงว่าข้างหน้าอาจจะเสียคน เพราะคบเพื่อนไม่เลือกว่าคนดีคนพาล พออายุ ๒๓ ปี ซึ่งเลยปีบวชมาแล้วบิดาจึงขอร้องให้บวชพระให้สัก ๑ พรรษา เมื่อบวชแล้ว ดวงชะตาของท่านจะเป็นอย่างไร ก็เป็นอันหมดห่วง ท่านก็ตกลงจึงเข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดกำแพง อำเภอบางขุนเทียน โดยมีพระอุปัชฌายะ พระอาจารย์พ่วง วัดกกเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ดิษฐ์ วัดกำแพงเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า ฉนทสโร เมื่อบวชแล้วจำพรรษาอยู่วัดกำแพง ทำอุปัชฌายวัตรอาจาริยวัตรตามธรรมเนียมพระนวกะ ผู้บวชใหม่ และศึกษาพระธรรมวินัย ท่องบ่นสวดมนต์จนจบทุกยุคทุกคัมภีร์มีอุตสาหะจดจำได้แม่นยำ และเกิดเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ครบ ๑ พรรษาแล้วเลยไม่ยอมสึก โยมก็ไม่ว่ากระไรด้วยทีแรกตั้งใจว่าบวชแล้วจะขอภรรยาให้จะได้เป็นหลักฐาน เมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป ก็เป็นอันต้องระงับไป พอพรรษาที่ ๒ ท่านก็พยายามจนท่องพระปาฎิโมกข์ได้ สวดได้ชัดเจนในครั้งนั้นมีการนิยมการเรียนทางกัมมัฏฐานวิปัสสนาธุระ ด้วยอุปัชฌายะและคู่สวยของท่านล้วนแต่เชี่ยวชาญวิชาทางนี้ ก็ได้ไปถ่ายทอดเอาวิชามาฝึกฝนทดลองจนใช้การได้ นอกจาอาจารย์ของท่านแล้ว ยังได้ไปขอเรียนวิชาไสยศาสตร์เวทมนต์จากพระอาจารย์คง (องค์นี้ทราบว่าเป็นอาจารย์รุกขมูลธุดงค์) จนมีวิชากล้าแข็ง จะได้อธิบายวิชาของท่าน เรื่องวิชาเมตตามหานิยมเช่น ผง ๑๐๘ ขี้ผึ้งสีปาก ได้เรียนจากพระอาจารย์พ่วง วัดกก อาจารย์ชื่อดัง ขนาดเอาขี้ผึ้งทาสัตว์เช่น ไก่ นก สุนัข แมว จะเดินตามไปอยู่ด้วยที่บ้านไม่ยอมกลับที่เดิม เป็นที่รู้กันทั่วทั้งบางขุนเทียน ส่วนพระอาจารย์ดิษฐเก่งในทางคงกระพันชาตรี ผ้าประเจียดแดงของท่านดังมาก มียันต์หนุมานหาวเป็นดาวเป็นเดือนที่เรียกว่าหนุมานแผลงฤทธิ์ ๔ กร ในเรื่องรามเกียรติ์เป็นอาจารย์สักลายมือสวยนัก สักทีแรกก็แทงเข้า พอสักไปสักครู่วิชาอาถรรพณ์เข้าตัวเหล็กสักไม่ได้กินหลัง แทงเท่าไรกระเด้งกลับ เลยต้องเลิกเพราะสักไม่เข้า ศิษย์ของท่านหนังดีทั้งนั้น วิชานี้หลวงพ่อไปล่เรียนมา ขนาดเอามีดโกนปาดง่ามมือเล่นก็ไม่เข้า เวลาแจกของท่านทำให้ดู พูดว่ามันต้องเหนียวถึงง่ามมือง่ามเท้าจึงจะเก่งจริง ส่วนมากนักเลงที่ว่าเหนียวพอโดนมือโดนเท้าก็เปราะทนไม่ไหว สำหรับพระอาจารย์ดิษฐท่านเป็นศิษย์ของท่านมาก่อนบวช เมื่อยังเป็นนักเลงใครก็รู้ว่าหนังดีจริงๆ จนไม่มีใครกล้าต่อกร เมื่อมาบวชแล้วก็เลิกเปลี่ยนเป็นคนละคนทีเดียว แต่คนทั้งพลายที่เคยเห็นฤทธิ์ ก็ยังเกรงอยู่ไม่กล้าทำแหยมกับท่าน ส่วนพระอาจารย์คงซึ่งเป็นอาจารย์อีกองค์หนึ่งของท่าน ปรากฏว่า อยู่คงสมชื่อวิชาผูกหุ่นพยนต์ก็เคยไปศึกษากับหลวงพ่อเก้ายอดวัดบางปลา สมุทรสาคร (ท่านองค์นี้กำบังกายหายตัวได้ กรมหลวงชุมพรเขตต์อุดมศักดิ์นับถือเป็นพระอาจารย์) ท่านได้เรียนกับอาจารย์เก่งๆ ดังกล่าวไม่ต้องบอกก็ได้ว่าท่านเก่งขนาดไหนแต่ไม่เคยคุยโอ้อวด ท่านเป็นพระสมถะ ไม่ทะเยอทะยานในลาภยศ มีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ กวาดกุฏิเอง ของส่วนตัวทำเอง ไม่เคยใช้ให้ใครทำ ขยันในการทำวัตรสวดมนต์เคร่งครัดต่อพระธรรมวินัยชอบความมีระเบียบเรียบร้อย

รับเช่าพระ

หลวงพ่อสุด วัดกาหลง

เผยแผ่เป็นพุทธบูชาแด่ หลวงพ่อสุด วัดกาหลง หลวงพ่อสุดเกิดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2445 ที่บ้านคำไฮ อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด โยมบิดาชื่อ มาก โยมมารดาชื่อ อ่อนศรี ต่อมาเมื่ออายุได้ 16 ปี จึงได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดกลางพนมไพร จ.ร้อยเอ็ด โดยมีพระครูเม้า เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้ศึกษาพระธรรมวินัยกับหลวงปู่เม้า เมื่ออายุครบบวชจึงได้อุปสมบทในปี พ.ศ.2465 ที่วัดกลางพนมไพร โดยมีพระครูเม้าเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการจันทา วัดฟ้าหยาด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการบุดดา วัดพองยาว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลวงพ่อสุด สอบได้นักธรรมตรีที่สำนักวัดกุดน้ำใส อ.พนมไพร ต่อมาหลวงพ่อสุดได้เดินทางเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ และสอบได้นักธรรมโท ที่สำนักวัดมหาธาตุยุวราช รังสฤษฎิ์ กทม. และได้เดินทางมาอยู่ที่วัดกาหลง จ.สมุทรสาคร ในปี พ.ศ.2478 ก็ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดกาหลง และสอบได้นักธรรมเอกในปี พ.ศ.2481 พ.ศ.2484 ได้เป็นเจ้าคณะตำบล และในปี พ.ศ.2495 ได้เป็นสาธารณูปการอำเภอ สมณศักดิ์ที่หลวงพ่อสุดได้รับ ในปี พ.ศ.2490 เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นตรี พ.ศ.2511 เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท และในปี พ.ศ.2517 เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกที่พระครูสมุทรธรรมสุนทร หลวงพ่อสุดได้ศึกษาวิทยาคมจากหลวงปู่เม้า วัดกลางพนมไพร หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม หลวงพ่อสุดเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เข้มขลังในวิทยาคมมาก ชาวบ้านต่างเคารพนับถือหลวงพ่อมาก ท่านมีเมตตาสูงอุปการะโรงเรียนวัดกาหลงให้ลูกหลานชาวบ้านได้มีที่ศึกษาเล่าเรียน และท่านก็ได้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม เป็นกรรมการตรวจสอบธรรมสนามหลวงด้วย ชาวบ้านมีเรื่องทุกข์ร้อนประการใดก็มาขอให้หลวงพ่อช่วยปัดเป่าบรรเทาได้ทุกราย ในส่วนของวัตถุมงคลหลวงพ่อสุดได้สร้างยันต์ตะกร้อที่โด่งดัง มีประชาชนไปขอวัตถุมงคลกับหลวงพ่อกันมาก ซึ่งท่านได้สร้างตะกรุดโทน และตะกรุด 108 ผ้ายันต์ ในส่วนเหรียญก็มีเหรียญรุ่นแรก สร้างในปี พ.ศ.2506 ปัจจุบันหายากและมีมูลค่าสูง รุ่นสองสร้างในปี พ.ศ.2507 และที่คนรู้จักมากก็รุ่นเสือเผ่น สร้างในปี พ.ศ.2517 นอกจากนี้ก็เหรียญรุ่นเสือหมอบ และพระสมเด็จเนื้อผง พระรุ่นนพเกล้า หลวงพ่อสุดมรณภาพเมื่อวันที่ 14 สิงหา คม พ.ศ.2526 สิริอายุได้ 81 ปี ยังความอาลัยกับลูกศิษย์และผู้ที่เคารพหลวงพ่อสุดเป็นอย่างยิ่ง ในวันพระราชทานเพลิง สรีรสังขารของหลวงพ่อสุดส่วนที่เป็นโครงกระดูกไม่ไหม้ไฟยังคงรูปเช่นเดิม กรรมการวัดจึงได้เก็บรักษาไว้ที่วัด และให้ประชาชนกราบนมัสการจนทุกวันนี้

รับเช่าพระ

หลวงพ่อสุ่น จันทโชติ หรือ พระอธิการสุ่น วัดศาลากุน เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี

เผยแผ่เป็นพุทธบูชาแด่ หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน หลวงพ่อสุ่น จันทโชติ หรือ พระอธิการสุ่น วัดศาลากุน เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี เดิมชื่อ "สุ่น" เป็นชาวเกาะเกร็ดโดยกำเนิด แต่ไม่มีการบันทึกประวัติของท่านเก็บไว้ ดูจากปีที่มรณภาพและสิริอายุ ประมาณการว่าน่าจะเกิดในราวปี พ.ศ.2403-2404 เมื่ออุปสมบทได้ฉายา "จันทโชติ" ย้อนไปเมื่อครั้งยังเป็นพระลูกวัด ปลูกต้นไม้ไว้ในบริเวณกุฏิ 2 ชนิด คือ "ต้นรักซ้อนและต้นพุดซ้อน" และหมั่นดูแลรดน้ำ โดยนำน้ำสะอาดมาทำเป็นน้ำมนต์เพื่อรดต้นไม้ทั้งสองทุกครั้งจนเจริญเติบโต กระทั่งเมื่อท่านได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาส จึงเข้าใจกระจ่างว่า เหตุใดท่านจึงให้ความสนใจดูแลต้นไม้ทั้งสองนี้เป็นพิเศษ เมื่อต้นไม้เจริญเติบโตได้ที่ ท่านจึงดูฤกษ์ยามทำพิธีพลีและสังเวยก่อนแล้วลงมือขุดด้วยตัวเอง จากนั้นนำไปตากแดดจนแห้ง แล้วให้ช่างแกะเป็นรูปหนุมาน รวบรวมห่อด้วยผ้าขาวใส่บาตรเพื่อปลุกเสกในกุฏิ จนถึงวันเสาร์ซึ่งถือว่าเป็นวันแรง ท่านก็จะเข้าไปปลุกเสกในอุโบสถ โดยจะนั่งบริกรรมบนศาสตราวุธต่างๆ ที่นำมากองรวมกัน หนุมานจะกระโดดโลดเต้นอยู่ในบาตรจนท่านเห็นว่าขึ้นแล้ว จึงเก็บไว้แจกจ่ายบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและผู้ถวายปัจจัยในการบูรณปฏิสังขรณ์วัด นอกจากหนุมานแกะที่ทำจากต้นรักซ้อนและต้นพุดซ้อนแล้ว ท่านยังแกะหนุมานจาก "งาช้าง" ด้วย แต่สร้างในรุ่นหลัง ไม่ค่อยได้พบเห็นกันนัก และสนนราคาค่อนข้างสูงมาก หนุมานแกะหลวงพ่อสุ่น แบ่งได้เป็น 2 พิมพ์ คือ พิมพ์หน้าโขน และพิมพ์หน้ากระบี่ "พิมพ์หน้าโขน" นั้น เรียกกันว่า "หนุมานทรงเครื่อง" คือจะเก็บรายละเอียดต่างๆ จนครบ มีความสวยงามและแลดูเข้มขลังยิ่งนัก ส่วน "พิมพ์หน้ากระบี่" จะเป็นแบบเรียบง่าย ไม่ค่อยมีเครื่องเครา แต่ก็คงความเข้มขลังงดงามในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยมีคาถากำกับหนุมาน เริ่มด้วยตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่า "นะมัง เพลิง โมมัง ปากกระบอก ยะ มิให้ออก อุดธังโธอุด ธังอัด อะสังวิสุ โรปุสะพูพะ มะอะอุ โอมยะพุทธา ทะโยสตรี สตรี นิสังโห" มีเรื่องเล่าว่า ในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี พ.ศ.2475 โดย คณะราษฎร ซึ่งนำโดย พ.อ.พระยาพหลพลหยุหเสนา ท่านได้ไปหาหลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อก็ให้ "หนุมานหน้าโขน" มาตัวหนึ่ง พร้อมบอกในเชิงว่า "ผ่านไปสักพักเรื่องเลวร้ายก็ผ่านไปด้วยดี" แล้วก็เป็นดังที่หลวงพ่อกล่าว กิตติศัพท์และชื่อเสียงของ "หนุมานหลวงพ่อสุ่น" จึงขจรไกลนับแต่นั้นมา ณ ปัจจุบัน จะหาดูหาเช่า "หนุมานแกะหลวงพ่อสุ่น" นั้นยากยิ่งทุกเนื้อทุกพิมพ์ ด้วยผู้ที่มีไว้ต่างหวงแหน อีกทั้งสนนราคาสูงมาก นอกจากนี้ยังมีการทำเทียมเลียนแบบสูงอีกด้วย ดังนั้น จึงต้องใช้การพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ถ้าเป็น "เนื้อไม้" ให้นึกถึงสภาพไม้ที่ตากแห้งที่นำมาแกะ เมื่อผ่านกาลเวลาเนิ่นนาน เนื้อจะแห้งสนิทและมีน้ำหนักเบา ถ้าผ่านการสัมผัสจะฉ่ำมัน แต่ตามซอกยังคงแห้งอยู่ ส่วน "เนื้องา" ให้ดูความเก่าของงาเป็นสำคัญ จะออกเป็นสีเหลืองธรรมชาติ ถ้าผ่านการสัมผัสจะฉ่ำมัน สีดูใสและเข้มกว่าส่วนที่ไม่ผ่านการสัมผัส เวลาคนจะทำงาให้เก่าเขาจะเอาด่างทับทิมมาผสมน้ำแช่งาลงไป แล้วนำขึ้นมาขัดจะปรากฏคราบความเก่าขึ้นอย่างรวดเร็ว

รับเช่าพระ

หลวงพ่อปาน โสนันโท วัดบางนมโค

เผยแผ่เป็นพุทธบูชาแด่ หลวงพ่อปาน โสนันโท วัดบางนมโค หลวงพ่อปาน ท่านเกิดวันที่16 กรกฎาคม 2418 ตรงกับในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีพี่น้องร่วม 7 คนบิดาชื่ออาจ สุทธาวงศ์ มารดาชื่ออิ่ม สุทธาวงศ์ โดยมีอาชีพการทำนาโยมบิดามารดาขนานนามท่านว่า"ปาน"เพราะท่านมีสัญลักษณ์คือมีปานแดงที่นิ้วก้อยมือซ้ายตั้งแต่โคนนิ้วถึงปลายนิ้ว ท่านเกิดที่หมู่ 5 ตำบลบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านอุปสมบทเมื่ออายุ 21 ปี เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2438 ตรงกับวันจันทร์ขึ้น 7 ค่ำเดือน 5 ปีมะแม โดยมีหลวงพ่อสุ่นวัดบางปลาหมอเป็นอุปัชฌาย์ พระอาจารย์จ้อย วัดบ้านแพนเป็นกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์อุ่น วัดสุธาโภชน์เป็นอนุสาวนาจารย์ และได้รับฉายาว่า"โสนันโท" ต่อมาท่านได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงพ่อสุ่นพอสมควรแล้ว จึงได้เดินทางไปศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดสระเกศ กรุงเทพฯ และเรียนอักขระเลขยันต์กับพระอาจารย์จีน วัดเจ้าเจ็ด ในพระนครศรีอยุธยา เรียนแพทย์แผนโบราณจากวัดสังเวชฯศึกษาเพิ่มเติมกับ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย และ พระอาจารย์โหน่ง อิณฑสุวัณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดคลองมะดัน เรียนวิชาสร้างพระเครื่องดินจากชีปะขาว เรียนการปลุกเสกพระเครื่องและเป่ายันต์เกราะเพชรจากอาจารย์แจง สวรรคโลก ได้รับพระคาถาปัจเจกโพธิสัตว์มาจากครูผึ้ง หลังจากนั้น ท่านจึงได้มาอยู่ที่วัดบางนมโคและได้รับพระราชทานสัมณศักดิ์เป็น พระครูวิหารกิจจานุการ กิจวัตรของท่านก็คือหลังจากท่านฉันภัตตาหารเพลแล้ว ท่านก็จะมาสงเคราะห์ชาวบ้าน ตลอดทั้งวัน และการทำน้ำมนต์เพื่อรักษาคนไข้ รวมทั้งผู้ที่ถูกกระทำคุณไสยด้วย หลวงพ่อปาน โสนันโทได้ละสังขารไปเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ตรงกับรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รวมสิริอายุได้ 63 ปี บวชพระมาได้ 42 พรรษา เหลือแต่มรดกที่ล้ำค่า เช่น พระเครื่องดินเผา ผ้ายันต์เกราะเพชร ผ้ายันต์ชนิดต่าง ๆ และพระคาถาปัจเจกโพธิสัตว์ หลวงพ่อปานท่านเป็นสหธรรมิก กับ หลวงปู่ยิ้มวัดเจ้าเจ็ด และหลวงพ่อจงวัดหน้าต่างนอก จนชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาขนานนามให้ว่า "สามเสือแห่งเมืองกรุงเก่า" คือ พระหมอหลวงพ่อปาน เกจิอาจารย์หลวงพ่อจง เมตตาไหลหลงหลวงปู่ยิ้ม พระเครื่องหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ต.บางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยาเป็นพระเครื่องที่ นักนิยมพระเครื่อง รู้จักกันดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้ พระเครื่องหลวงพ่อปานนั้น ถึงแม้หลวงพ่อปานท่านมิได้ระบุไว้ว่า พระเครื่องของท่านแต่ละพิมพ์มีพุทธคุณ หรือ อนุภาพต่างกันก็ตาม แต่ในวงการพระเครื่องแล้ว นักนิยมพระเครื่อง ต่างเชื่อถือกันว่า พระเครื่องของหลวงพ่อปาน ในแต่ละพิมพ์ มีพุทธคุณที่เด่นต่างกัน จึงมีสำนวนที่กล่าวขวัญเกี่ยวกับพระพุทธคุณ ของพระเครื่องหลวงพ่อปาน ว่า